Showing posts with label Japan. Show all posts
Showing posts with label Japan. Show all posts

Sunday, May 17, 2015

Janpan 2014...Shirakawago&Kyoto


บล็อก นี้เป็นการรวบรวมเอาสถานที่ท่องเที่ยวที่ชิระคะวะ โกะ&รอบๆ และเกียวโต มันเป็นเรื่องที่หนักใจพอสมควรที่จะอัดรูปสถานที่หลายแห่งไว้ในบล็อกเดียว หนึ่งต้องใช้กำลังภัยผนวกกับลมปราณผสานและผนึกรูปต่างๆจนสำเร็จหลังจากตัด รูปออกไปมากมาย อิอิ การลงบล็อกเที่ยวต้องใช้กำลังภายในเยอะกว่าปกติ ไหนจะเพียรเลือกรูป(ที่คิดว่าสวย) ไหนจะต้องเรียบเรียงเรื่องราว และไหนจะต้องพิมพ์ หนึ่งจิ้มดีดเอา อ่านๆไปก็ไม่ต้องตกใจนะคะถ้ามีคำอะไรแปลกๆจากการจิ้มดีดผิด


พาขึ้นมาทางเหนือของตอนกลางของญี่ปุ่นไปเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ แต่เลื่องชื่อคือ ชิระคะวะโกะ (Shirakawago) นั่นเอง


ชิระคะวะโกะ (Shirakawago) เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ในเขตจังหวัด Gifu  บอกว่าเล็กๆแต่ไม่ธรรมดานะคะ เพราะหมู่บ้านนี้มีเอกลักษณ์คือตัวบ้านที่มีลักษณะเฉพาะ หลังคามุงด้วยฟางต้นไม้ ใบไม้แห้งมัดเป็นฟ่อนๆ โดยการมุงจะเป็นลักษณะ gasshō-zukuri (合掌造り) อ่านไม่ออกแปลไม่ได้ แหะๆ แต่ภาษาปะกิดคือ "prayer-hands construction" ฟังดูน่าจะเข้าใจมากกว่านะคะ คือหลังคาสองฝั่งจะปนะกบกันสูงและชัน ลักษณะคล้ายมือสองช้างที่ประกบกันตอนสวดมนต์ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)หนึ่งคิดว่าถ้าให้สถาปนิกมาอธิบายอาจจะฟังดูเข้าใจ ง่ายนะคะ อันนี้หนึ่งแปลแบบบ้านๆมา คริๆ โครงสร้างของหลังคาแบบนี้บวกกับคุณสมบัติเฉพาะของฟางทำให้หลังคาทนสามารถ ต้านหิมะหนาในช่วงหน้าหนาวที่โซนนี้มักจะหนาวเหน็บและหิมะสูงได้ บ้านลักษณะนี้เชื่อว่าสร้างกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันมีเหลือประมาณ 150 หลังในเขตนี้ซึ่ง UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรกดกโลกแล้ว



โดด เด่นขนาดนี้ชิระคะวะโกะจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเขตนี้ หนึ่งเคยเห็นรูปหมู่บ้านนี้ในหน้าหนาว น่ารักมากๆ หิมะสูงๆกับบ้านที่ดูไกลๆเหมือนเมืองตุ๊กตาเลย แต่ไปฤดูอื่นก็สวยได้ เช่น ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยแค่ไหนตามมาชมได้เลยค่ะ

 ตัวหมู่บ้านมีภูเขา ล้อมรอบ ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเดินทางยากมาก แต่ยุคจรวดอย่างตอนนี้เดินทางง่ายมาก เราเช่ารถแล้วขับไปกันเองจากทะคะยะมะ GPS พาไปขึ้นทางด่วน ต้องรับบัตรทางด่วนตอนขึ้นแล้วไปจ่ายเงินตรงทางออก ถนนดีมากแม้บางช่วงจะโค้งไปมา บางช่วงต้องลอดอุโมงค์ภูเขา (เจ๋งมากค่ะ ชอบๆๆ เค้าเจาะอุโมงค์ในภูเขาแบบยาวววโดยไม่ต้องระเบิดภูเขา) จริงๆควรใช้เวลาแค่ 1 ชม นิดๆ แต่เราเริด ใช้เวลานานกว่าเพราะเลยทางเลี้ยวSmiley มันเกิดขึ้นได้(เรื่อยๆ) เรื่องหลงเหรื่องเลยถ้าเที่ยวเอง แต่อย่าได้แคร์ค่ะ ขับรถสวยๆไปถึง Gogayama ที่อยู่ถัดไป ไหนๆก็เลยแล้ว แวะเที่ยวข้างหน่อยแล้วกัน อิอิ จาก Gogayama-Shirakawako เราวิ่งถนนโลคอลเล็กๆ ใช้เวลานานหน่อย แต่สวยค่ะ นั่งชมวิวไป จกขนมกินไป ที่ไหนสวยก็แวะชมเป็นเรื่อยๆ แวะไปเขื่อนใดๆ เห็นป้ายแปะข้างทางเลยลองขับไปดู



Japan


Japan



นี่เรามาทำอะไรกันที่นี่ อิอิ ลมแรงมาก ใบไม้ออกไปทางเริ่มแห้ง สงสัยจะเป็นช่วงเลยพีคและกำลังโรยร่วง แต่ก็โอเค ยังสวยงาม

ขับรถต่อไปที่ชิระระคะวะโกะแบบชิลๆ ถึงลานจอดรถแบบสวยๆ แดดเริ่มมาพอดี ดีใจมากมาย ที่จอดรถ "ไม่ฟรี" เสีย 500 เยน จ่ายกับเครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติตอนออก



Japan



จอดรถเสร็จต้องเดินข้ามสะพานไป เพราะตัวหมู่บ้านอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ  Shō


Japan



ดินเข้ามาในหมูบ้านเห็นลักษณะบ้านแบบ
gasshō-zukuri ชัดๆ หลังจากที่หนึ่งไปอ่านข้อมูลเองเรื่องโครงสร้างของบ้านแบบนี้ ก็คิดได้ว่าถ้าได้สถาปนิกมาอธิบายให้ฟัง คงฟังเข้าใจง่ายกว่านี้ เพราะตอนหนึ่งอ่านดูมันน่าสนใจมากๆ แต่ไม่กล้าเขียนเพราะเกรงว่าจะแปลมาผิด เดชะบุญ บล็อกแกงเรามีสมาชิกผูทรงคุณวุฒิ และให้เกียรติมาเพิ่มเติมไว้ หนึ่งขออนุญาตเอามาแปะไว้ในบล็อก เพื่อเป็นความรู้นะคะ เพราะของเค้าดีจริง ไม่งั้นไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแน่นอนค่ะ







Gassho Zukuri ของญี่ปุ่นนี่ concept จริงๆก็คือ

เป็นการสร้างบ้านแบบที่มีรูปทรงหลังคา เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศทีมีหิมะตกหนาทึบ แทบทั้งปี

เป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้วัสดุ ของที่หาได้ ภายในท้องถิ่น พวก ไม้ไผ่ ดินเหนียว หญ้า และฟางข้าว ที่ได้จากการเพาะปลูก ไม่ต้องไปซื้อหา ให้ลำบากลำบน

การก่อสร้างก็อาศัยความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน มาร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันคนละไม้ละมือนี่แหละ

จุดเด่นของ Gassho Zukuri ก็คือรูปทรงหลังคาแบบ สามเหลี่ยม ที่ดูเหมือนการประกบมือสองข้างเข้าหากัน หรือการประนมมือ ไหว้พระ เสสัง มังคะลัง กุมาโรมัง ยาจามิ

หลังคาทรงสูงแบบนี้ จะทำจากหญ้าและฟางข้าวซึ่งถูกมัดและเรียงซ้อนสลับกันเป็นชั้นๆ บางทีซ้อนไปซ้อนมา
เพลินไปหน่อย หนาเป็นเมตรเลยก็มี 555


แล้วก็ทีเด็ด ของหลังคาทรงสูงสไตล์นี้ก้คือ ความสูงของตัวบ้านและหลังคาจะมากกว่าบ้านปกติทั่วไป

ถ้าเทียบกับบ้านทั่วๆไป ก็จะประมาณ 2 – 4 ชั้น ทีเดียว
ซึ่งความสูงขนาดนี้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีปล่องควัน

เพราะเวลาทำกับข้าวหรือจุดเตาฟืนสร้างความอบอุ่นในบ้าน ควันก็จะลอยขึ้นสูง ไม่ตลบอบอวลในระดับที่มีคนอาศัยอยู่

แถมควันก็ยังช่วยลดความชื้นให้กับหลังคาหญ้าและฟางข้าวอีกตะหาก

นอกจากนั้นพื้นที่กว้างขวางด้านบนก็พอเพียงที่จะใช้เก็บข้าวของ เลี้ยงหนอนไหมสำหรับทอผ้า หรือใช้เป็นยุ้งฉางสำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาได้ด้วย

แล้วหลังคาทรงสูงปรี๊ด slopeมากๆ แบบนี้ ยังช่วยให้ฝนหรือหิมะไหลลงสู่พื้นดิน ด้านล่างเร็วขึ้นอีกด้วย

ตอน ที่ฝนตกหนักๆ ก็จะไม่ทำให้น้ำฝนซึมผ่านหลังคาลงมาในตัวบ้าน และยามที่หิมะตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหิมะก็จะสไลด์ตัว ลงเร็ว ไม่เกาะตัวอยู่บนหลังคามาก

ทำให้หลังคาไม่ต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไปของหิมะอีกด้วยน้า

แล้วก้อายุใช้งานหลังคาแบบนี้ อยู่ทนอย่างเหลือเชื่อ
ทนกว่าสีทนได้อีกเชียวนะ อย่างต่ำก็30-40 ปี เลยทีเดียว

ข้อมูลจาก อ.เต๊ะ multiple


อ่านดูแล้วถึงบางอ้อ ที่หนึ่งอ่านมาเองจากหลายแห่งมารวมกันในเม้นท์เดียวของ อ. เต๊ะ แถมเป็นภาษาที่คนธรรมดาฟังแล้วเข้าใจทันที อิอิ
มา ดูหลังคาแบบใกล้ๆ ไม่ได้เป็นฟางข้าวนะคะ เป็นต้นไม้ ใบไม้แห้ง เป็นหลังคาที่หนามากๆ แต่ถ้าไม่หนาแบบนี้ก้คงไม่สามารถต้านทานหิมะในหน้าหนาวได้


Japan


ใน หมู่บ้านนี้ชาวบ้านยังใช้ชีวิตกันตามปกตินะคะ บางบ้านปักป้ายขอความสงบและพื้นที่ส่วนตัวที่นักท่องเที่ยวไม่ควรบุกรุกด้วย บางหลังขายขนม ที่ระลึก ของฝาก มี "เนื้อฮิดะ" สียบไม้ขายด้วย หนึ่งซื้อมาชิมดู อร่อยดีแต่ไม่เท่าทานที่ร้านที่รีวิวไป ไม้นี้ 500 เยน


ใน หมูบ้านมีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมหลายแห่ง แต่เรารวบรัดตัดตอน เดินมาจุดชมวิวเลยละกัน เดินขึ้นเขาทดสอบลมหายใจเบาๆ อากาศเย็นๆ เดินสบายดีค่ะ ถ้าจะไม่เดินก็ขับรถขึ้นไปได้ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก้เดินกัน


วิวระหว่างทางเห็นใบไม้แดงๆ บ่งบอกถึงฤดูที่เรามาเยี่ยม



japan



ดู แบบสบายตา หน่อย ^_^ มองไกลๆเหมือนบ้านตุ๊กตาเลยนะคะ แต่หนึ่งคิดไปเองว่า ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว มีหิมะขาๆสูงๆแบบที่เห็นในโปสการ์ดดูมีเสน่ห์ น่ารัก(กว่า)..ไหมคะ



Japan



จาก ชิระคะวะโกะ พุ่งไปเกียวโตต่อแบบรวดเร็ว เราคืนรถที่ทะคะยะมะ แล้วนั่งรถไฟไปต่อชินคันเซ็นที่นะโกะยะ ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม กว่าๆ ก็มาถึงเกียวโตแล้ว

"เกียวโต" กับ "โตเกียว"  หนึ่ง เรียกผิดบ่อยมากค่ะ สำหรับหนึ่งสองเมืองนี้เหมือนเป็นกระจกส่องกัน อีกเมือง เมืองนึงเป็นเมืองหลวงในอดีต ปัจจุบันคับคั่งด้วยวัฒธรรมและวัดที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก อยู่กันแบบชิลๆ แต่อีกเมืองเป็นเมืองหลวงยุคปัจจุบันที่ทันสมัยระดับโลก ทันสมัยสุดๆ ผู้คนคับคั่ง ต่างกันแบบคนละขั้ว แต่มีเสน่ห์คนละแบบนะ

แต่ เกียวโตวันนี้ ต่างจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วนะในความรู้สึกหนึ่ง คนมาจากไหนเยอะแยะเลยแฮะ รถก็ติด สถานที่ท่องเที่ยวคนเยอะมากกก คลาคล่ำไปด้วยทัวร์จีนอันดับ 1 ทัวร์ไทยอันดับ 2 ไม่นับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเอง รถเมล์ก็แน่นมากๆด้วยSmiley แต่ถึงจะบ่นๆๆ ยังไงก็ยังชอบเกียวโต เพราะเป็นเมืองที่ถามหาความเจริญก็มี วัสวยๆมากมาย อยากเห็นคนใส่กิโมโนก็ได้ ดูเป็นญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น เกียวโตมีที่เที่ยวเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นแนววัฒนธรรม วัดวาอาราม หนึ่งคิดว่าถ้าจะเที่ยวให้ครบจริงๆต้องอยู่นานๆเป็นอาทิตย์หรือหลายอาทิตย์ เลยทีเดียว แต่เราเที่ยวแบบติดจรวดค่า จัดไป 2 วัน ตามนี้เลย 

***การ เดินทางท่องเที่ยวในเกียวโตใช้ทั้งรถไฟและรถเมล์ และเดินเยอะจริงๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นเองต้องใส่รองเท้าแบบลืมสวยเน้นสบายเท้าไว้ก่อนดีกว่านะ คะ***



Arashiyama อยู่ใกล้เกียวโตมากๆ นั่งรถไฟประมาณ 10-15 นาทีก็ถึง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเพราะมีแม่เหล็กอย่าง สวนป่าไผ่ วัด Tenryu-ji และรถไฟสายโรแมนติก แต่หนึ่งและคณะเที่ยวแค่ 2 สถานที่แรกเพราะส่วนตัวไม่ค่อยชอบนั่งรถไฟชมวิว มันถ่ายรูปยาก อยากจอดตรงไหนก็ไม่ได้ด้วยซี แหะๆ

แวะศาลเจ้าใกล้สวนไผ่แว้บนึง






พุ่งมาที่ สวนป่าไผ่ (Bamboo Groove) อยู่ติดรั้ววัดเทนริวจิ หนึ่งเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก อ่านใน LP เค้าชื่นชมโสมนัสกับที่นี่มากๆเลยต้องมาพิสูจน์ด้วยตาจั๊กหน่อย



Japan



ทางเดินเล็กๆ สองข้างทางเป็นสวนไผ่สูงดูร่มรื่นมากๆ ไผ่เขาเป็น Running Bamboo คือเป็นไผ่ยืนต้นเดียว ไม่เป็นกอแบบแถวบ้านเรา ถ้ามาเดินสงบๆคงรู้สึกสวยงาม แต่ความเป็นจริงคือคนเยอะมากๆค่ะ รู้สึกเหมือนเรามาทำอะไร
ที่นี่นะ คงเหมือนที่ท่องเที่ยวอื่นๆทุกที่ในเกียวโตตอนนี้กระมัง ถ้าอยากเลี่ยงความคับคั่ง แนะนำให้ไปช่วงเช้าๆเลยค่ะ



Japan




Japan




เสน่ห์ ของเกียวโตที่หนึ่งชอบ เราจะได้เห็นสาวญี่ปุ่นใส่กิโมโนเดินๆอยู่ น่ารักที่สุด ไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยแล้วเห็นคนไทยใส่ชุดไทยเค้าจะชอบไหม




Bamboo Grove, Arashiyama, ่Japan



ชมสวนไผ่แล้วมาชมสวนใน วัดเทนริวจิ กันต่อ วัดเทนริวจิเป็นวัดเซนขนาดใหญ่ในเกียวโตและเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นมรดกโลกด้วย เรามาชมสวนอย่างเดียว
จ่ายค่าเข้าชมสวนคนละ 500 เยน สวนสวยมากๆค่ะ เป็นวัดที่ใหญ่จริงๆ




Japan



Japan




japan

Japan


ข้ามมาทางทิศใต้ของเกียวโตกันบ้าง แวะชมใบไม้แดงที่ วัด Tofukuji







วิวจากสะพาน Tsuten Bridge ดูคล้ายวัดน้ำใส แต่ไม่ใช่นะค้า


Japan



Japan



มาต่อที่สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต อยู่ไม่ไกลจากวัด Tofukuji นังรถไฟแค่สถานีเดียว แต่ไม่น่าเชื่อว่าเรา "เดิน" ใช้เวลาเกือบ 20 นาที 555 แหม คิดว่ามันใกล้กว่านี้นี่นา

Fushimi Inari Taisha Shrine เป็นศาลเจ้าที่สำคัญ มี เสาโทริอิ (Torii) นับพันทอดตัวต่อกันยาวขึ้นไปจนถึงศาลเจ้าที่อยู่บนเขา หนึ่งมาที่นี่ 2 ครั้ง แต่ไม่เคยขึ้นไปจนถึงศาลเจ้าเลยค่ะ แค่ถ่ายรุปเสาโทเรอิก็ฟินแระ Smiley

และเหมือนกันกับทุกที่ มหาชน คนเยอะมาก ต้องรอจังหวะหน่อย



Japan



Japan


ขึ้นมาทางเหนือของเกียวโต มาเที่ยววัดที่ทุกคนต้องมา วัดคินคะคุจิ (Kinkakuj Temple) อีกหนึ่งมรดกโลกในเกียวโต ช่วงที่หนึ่งไปใบไม้แดงยังไม่พีค แต่ก็ยังสวยค่ะ



Kyoto Japan




มุม มหาชนที่ถ่ายยากมาก เพราะคนเยอะอีกแล้ว วัดทองใกล้สระน้ำช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยงามมีเสน่ห์นะคะ ประวัติของวัดทองหรือวัดคินคะคุจิก็น่าสนใจนะคะ หาอ่านได้เลยค่ะ มีกูเกิ้ล
ซะอย่าง สบายยย




Kyoto


หนึ่งไปวัด น้ำใส (Kiyomizu Temple) ด้วย แต่สิ่งที่เห็นคือคนเยอะมากกกกก

 

มาญี่ปุ่น ก็อยากเห็นเกอิชา อยากเจอเกอิชาในเกียวโต ต้องมาที่ Gion เพราะเป็นย่านที่มีร้านอาหาร ห้องน้ำชา ที่เกอิชามาให้ความบันเทิง การได้เจอเกอิชาหรือไมโกะบนถนนเป็นเรื่องของโชคค่ะ แต่รอบนี้เราโชคดีกันมากเพราะเจอหลายรอบเลย หนึ่งชอบการแต่งตัว การแต่งหน้าของเค้า มันมีที่ญี่ปุ่นเท่านั้นโดยเฉพาะในบรรยากาศแบบนี้



*  เกชะ หรือที่คนไทยเรียก เกอิชา (Geisha) แปลว่า "ศิลปิน" เป็นผู้ให้ความบันเทิงทั้งด้านการแสดงฟ้อนรำ การพูดคุย สนทนา รินเหล้าให้

* ภาคตะวันตกของญี่ปุ่นรวมทั้งเกียวโตเรียก เกอิชาว่า เกโกะ (Geiko)

* ไมโกะ (Maiko) คือเกอิชาฝึกหัด การแต่งตัว แต่งหน้า และทรงผมจะต่างจากเกอิชา (แต่ถ้าเราไม่รู้ก็อาจจะแยกไม่ออก) ค่าตอบแทนของไมโกะน้อยกว่าเกอิชา

* เกอิชา และ โสเภณี หนึ่งเคยเข้าใจผิดว่าเกอิชาคือโสเภณี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเกอิชาไม่ขายบริการแลกเงิน แม้ว่าอาจจะนอนกับแขก และในยุคนึงมีโสเภณีเรียกตัวเองว่าเกอิชา ฟังดูงงไหมคะ 

* เกอิชา ไม่แต่งงาน แต่อาจจะมีผู้ดูแลหรือเป็นภรรยาลับของชายที่ส่วนใหญ่ฐานะร่ำรวย แต่ไม่แน่ใจว่ายุคปัจจุบันโลกเปลี่ยนแล้วเรื่องนี้จะเปลี่ยนตามหรือเปล่า



สาวๆ ไมโกะหรือเกอิชาที่เราเจอ สังเกตปกกิโมโนสีแดง น่ารักมากๆ ชอบชุดกิโมโนผ้าไหมเค้าสวยมากกก การแต่งตัวเค้าเป็นศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นชุดซึ่งราคาสูงมาก การทำผม การแต่งหน้าขาวลงมาถึงคอ แต่ด้านหลังมีพื้นที่เปลือยไว้ตรงต้นคอ การทาปากแดงแแบบไม่เต็มริมฝีปาก เป็นศิลปะที่ตกทอดมายาวนาน เรื่องของเกอิชาเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจมากๆ สมัยก่อนว่ากันว่าเป็นเรื่องลึกลับเลยทีเดียว เพราะเกอิชาเค้าจะมีจารีตการปฏิบัติของเค้าที่สืบทอดกันมายาวนาน อาจจะถือเป็นวัฒนธรรมเลยก็ว่าได้ หนึ่งดูสารคดีเกี่ยวกับชีวิตเกอิชา มันน่าสนใจจริงๆ







กิออน บริเวณกว้างใหญ่แต่ที่คนชอบไปเดินกันคือ Hanami-koji Street ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร ที่ราคาค่อนข้างสูง










อีกย่านที่คนนิยมมาเดินแถวกิออนคือ Shirakawa Area มีคลอง ชิระคะวะและริมคลองเป็นร้านอาหาร ห้องน้ำชาที่เป็นระดับไฮคลาส หนึ่งชอบที่นี่มากดูโรแมนติกดี เห็นคู่แต่งงานมาถ่ายพรีเว้ดดิ้งตั้ง 2 คู่แน่ะ








แอบถ่ายเค้ามา ขอเอามาเป็นรูปปิดแบบโรแมนติกสำหรับบล็อกนี้






ขอบคุณที่มาเที่ยวด้วยกันค่า

Hida beef..ชิมเนื้อฮิดะ สุดยอดเนื้ออร่อยจากเขต Gifu

หลังจากไปชมความงามของฟูจิซังมาแล้ว แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามแต่ก็ฟินแล้วค่ะSmiley
จากที่ได้เกริ่นไปในบล็อกที่แล้วว่าคอนเซปทริปนี้ของเราชาวทัวร์ฝนพรำคือ "ชมใบไม้แดง สบตากับฟูจิซัง ทานเนื้อฮิดะและแช่ออนเซ็น"

สองมิชชั่นแรกถือว่าทำสำเร็จไปแล้ว มาถึงมิชชั่นต่อไปนั่นคือ "กินเนื้อฮิดะ" นั่นเองงงงงงง

เนื้อฮิดะคืออะไร แล้วจะอร่อยขนาดไหน(เชียว)
มาหนึ่งจะเล่าแจ้งแถลงไขให้ฟัง

เนื่องจากหนึ่งไม่ได้เป็นผู้รอบรู้หรือเป็นกูรูด้านไหน แต่เป็นผู้หญิงอยากรู้ มีความเป็น
"guru niche" แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆว่า  "กรูรู้นิดๆ" (ขอบพระคุณพี่โส่ย secreate ผู้บัญญัติคำนี้ขึ้นมา) Smiley
แหมๆ จะกินของอร่อย(และแพง)ทั้งทีขอหาที่มาของเค้านิดนึง ข้อมูลต่างๆหามาจากหลายแหล่งด้วย"google" กราบงามๆ 1 ครั้ง ไม่มีเธอชั้นจะอยู่ได้ยังไง อิ้ววว

**********

เคยได้ยิน ได้ชิม หรือรู้จักเนื้อฮิดะไหมคะ


หนึ่งขอบอกตรงๆว่าเพิ่งเคยได้ยินตอนทำการบ้านจะมาเที่ยวนี่แหละค่ะ จริงๆก็เคยได้ยินมาครั้งนึง นานมาแล้ว สมัยป้าแอ๊ก ปลาทอง 9 รีวิวเอาไว้ แต่ก็จำไม่ได้ ล่วงเลยผ่านมาถึงเพลานี้


เนื้อฮิดะ (Hida Beef) เป็นเนื้อระดับพรีเมี่ยมที่มีความเฉพาะคือ

1. เป็นเนื้อที่ได้มาจากวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์พิเศษ (Wagyu = Japanese cow) คือเนื้อเธอจะมีไขมันแทรกอยู่ตามชั้นกล้ามเนื้อจำนวนมาก ทำให้เวลาชำแหละจะเห็นลวดลายงดงามเหมือนหินอ่อน และไขมันนี่เองที่เป็นตัวทำให้เนื้อนุ่มมม ละลายในปาก

2. วัว วะกิว(Wagyu) ที่ว่าต้องเลี้ยงในเขต Gifu (ญี่ปุ่นตอนกลาง) เท่านั้น

3. เนื้อได้รับการตรวจวัดคุณภาพเฉพาะ (ได้เกรด A-B โดยHida Beef Brand Promotion Conference และ texture ของเนื้อต้องได้ เกรด 3-5 (ตัวเลขยิ่งเยอะ ยิ่งดี)

*** สรุปความว่าเนื้อฮิดะเป็นเนื้อที่ได้จากวัว วะกิว ที่เลี้ยงในเขต Gifu และได้รับมาตรฐานตามที่กล่าวไว้ขั้นต้นนั่นเอง***



แล้วเนื้อฮิดะมีความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อโกเบ (Kobe beef) เนื้อมัสซึสะกะ(Mutzusaka beef) หรือ Omi beef หรือไม่ อย่างไร

คือ งี้ค่ะ ถ้าน้องวัววะกิว ถูกเลี้ยงในเขตโกเบ เนื้อที่ได้จะเป็น "เนื้อโกเบ" ถ้าถูกเลี้ยงในเขตมัสซึสะกะก็จะเป็น "เนื้อมัตสึซะกะ" นั่นเอง

วะกิวที่ถูกเลี้ยงในเขตที่แตกต่างกันจะให้ผลที่ต่างกันและมีผลต่อรสชาติด้วย

ว่ากันว่าเนื้อฮิดะมีราคาย่อมเยาว์สุดในบรรดาเนื้อจากวัววะกิว จริงแท้อย่างไรใครพอมีความรู้มาแชร์ได้เลยค่า

แต่ถึงแม้ว่าราคาจะย่อมเยาว์กว่า ถ้าเผลอกินเยอะก็อาจจะกระเป๋าฉีกได้ เพราะราคาเค้าก็พรีเมี่ยมตามคุณภาพเลย

ส่วน ความอร่อยนั้น ไม่ต้องพูดถึง เสียดายหนึ่งไม่เคยกินเนื้อโกเบ ส่วนเนื่อมัตสึสะกะเคยกินแต่ที่เมืองไทย เลยไม่สามารถบอกได้ว่าเนื้ออะไรอร่อยกว่ากัน สงสัยคราวหน้าต้องไปลองให้ครบเลย

จะกินเนื้อฮิดะ กินได้ที่ไหน

เพื่อนร่วมทริปที่รีเควสกินเนื้อฮิดะ กล่าวว่า "จะกินของดี ของอร่อยต้องไปให้ถึงแหล่งและกินร้านอร่อยของเค้าด้วย"

อันนี้หนึ่งเห็นด้วย 100% จะกินต้มยำกุ้งอร่อยต้องมากินที่เมืองไทยฉันใด จะกินเนื้อฮิดะต้องไปกินแถว Gifu ฉันนั้น

ปัจจุบัน การขนส่งสะดวกสบาย เราสามารถหากินเนื้อฮิดะได้ที่โตเกียวหรือแม้แต่ กทม ก็มีขาย แต่เราต้องการความออริจินอลค่ะ เมืองไหนมีขายบ้าง ตามแผนที่นี้เลย




cr ภาพจาก http://hidagyujapan.jp/

เรา เลือกไปกินที่ทะคะยะมะ เมืองเล็กๆที่ยังอนุรักษ์ความดั้งเดิมเอาไว้จนได้ชื่อว่าเป็น "Little Kyoto" ขึ้นเหนือไปไม่ไกลก็เป็นเมืองชิระคะวะโกt เมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังที่เราก็ไปมาค่ะ ไปเที่ยวเสร็จก็แวะมากินเนื้อก่อนจะนั่งรถไฟไปเกียวโตต่อ

เนื่องจาก เราเดินทางมาจาก Fuji Yoshida โดยรถไฟเพราะซื้อ JR rail pass ไว้ กลัวไม่คุ้ม ทำให้เราต่อรถไฟถึง 5 ขบวนใช้เวลาเดินทางเกือบ 8 ชม กว่าจะมาถึง ไม่รักกันจริงคงไม่ทำนะเนี่ย บอกเลย

ร้านที่เราไปกินไม่ใช่เดียวกับที่ป้าแอ๊ก ปลาทอง 9 เคยรีวิวไว้นะคะ แต่อารมณ์คล้ายๆกัน ตามดูริวิวป้าแอ๊ก
ได้ตามลิงค์นี้

ร้านที่หนึ่งไปชื่อ Ajikura เค้ามีเวปไซตืด้วย  http://www.ajikura.jp/

ร้าน อยู่ใกล้สถานีรถไฟและจุดคืนรถเช่ามากๆ ถ้าเดินจากสถานีรถไฟเลี้ยวขวา เดินต่อไปจนกือบถึงไฟแดงร้านอยู่ซ้ายมือฝั่งเดียวกับสถานีรถไฟ มีร้านเช่ารถโตโยต้าเยื้องๆฝั่งตรงข้าม ใช้เวลเดิน 5-10 นาทีเท่านั้น แล้วแต่ใครเดินช้าเร็ว

แต่เนื่องจากเราเช่ารถขับไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมากิน กินเสร็จคืนรถแล้วเดินไปสถานีรถไฟแบบสบายๆ ตัวเบา (เพราะมื้อนี้จ่ายหนัก)Smiley

มาถึงเวลาดี 11 โมงเช้า ไม่ต้องรอคิวเลยค่ะ


หน้าร้าน เป็นแบบนี้ หนึ่งเก็บภาพแบบเร็วไม่ต้องเล็งอะไรมาก มีป้ายสัญลักษณ์วัวแบบนี้







เข้า มาภายในร้านอย่างรวดเร็ว เดินผ่านจุดที่เค้ามีการชำแหละเนื้อขายด้วย หนึ่งขี้เกียจถ่ายรูป อิอิ เดินไปที่โต๊ะเลย แบบว่าหิว เค้าจัดโต๊ะเป็นสัดส่วน มีฉากกั้นดูเป็นส่วนตัว







นั่งปุ้บ เปิดเมนูเลยยย กรี้ดดด อะไรเนี่ย ไม่มีภาษาปะกิดเลย โชคดีมีรูปกับตัวเลข อย่ารอช้า จิ้มๆๆเลย อยากกินอะไร จัดมา!









เมนู เค้ามีหลากหลายนะคะ ลองเปิดดูเร็วๆ เนื้อราคาต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนไหน ลองนึกภาพวัวและส่วนต่างๆที่มีชื่เรียกต่างๆกันเวลาเราไปกินสเต๊คบางร้าน แล้วเค้ามีรูปอธิบายไว้ ประมาณนั้นเลย  อาหารมีแบบเป็นเซ็ทพร้อมสำหรับทานคนเดียวด้วย ในเซ็ทมีข้าว ผัก น้ำซุปพร้อม  ส่วนเนื้อก็มีแบบหลาหหลายให้เลือกทั้งระบุเลยว่าชอบส่วนไหน อยากกินส่วนไหน หรือจะสั่งแบบเป็นเซ็ทคละเนื้อจากส่วนต่างๆก็ได้ ตามแต่ลูกค้าต้องการ เราเลือกกินแบบยะกินิขุ หรือปิ้งย่าง แล้วสั่งข้าวกับน้ำซุปมาเพิ่ม พนักงานเค้าพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก เราต้องใช้ภาษาสากลที่เข้าใจทั้งโลกคือ "ภาษาใบ้" นั่นเอง อิอิ


ให้ ภาพจากเมนูแล้ว มาดูของจริงบ้าง เราสั่งแบบในรูปข้างบนเลยอย่างละ 2 เซ็ท อิอิ กินกัน 5 คน แต่พอกินจริงๆ กินแค่ 3 คน เพราะอีก 2 คนกินเหมือนดม เสร็จโจรเลยงานนี้ กินน้อยกินมากก็หารเท่ากันค่าาาSmiley


มาแล้วจานแรก เห็นชั้นไขมันที่แทรกอยู่ไหมคะ แทบจะแทรกอยู่ทุกเส้นใยของเนื้อเลยทีเดียว


Japan



เนื้อขนาดที่ต่างกันมาจากคนละส่วนของวัว รสชาติ รสสัมผัสต่างกันด้วย








มาดูลายหินอ่อนในเนื้อกันชัดๆ เลย จานนี้สั่งมาทั้งหมด 3 รอบเลย




Japan



เตา ปิ้งย่างเค้า หน้าตาดูไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจคือเค้าไม่ได้ติดเครื่องดูดควันไว้บนเพดาน แต่ในร้านไม่มีกลิ่นเลย แต่พอย่างไปซักพัก อ๋อ ตรงเตาหรือถาดมีที่ดูดควันลงด้านล่างด้วยแฮะ







มี น้ำจิ้มให้ 3 แบบ ลองมั่วๆชิมดูเลย ชอบอันไหนรักแบบไหน เลือกตามชอบ แต่เค้าไม่มีพริกมะนาวให้นะคะ คงอยากให้ได้ลิ้มรสเนื้ออย่างแท้จริงโดยไม่มีเครื่องอย่างอื่นมากลบ









ย่าง กันเลย หนึ่งชอบกินแบบสุกๆดิบๆ เพราะมันจะได้ไม่เหนียวมากเคี้ยวอร่อย แต่เนื้อเค้าดีค่ะ สุกขึ้นไปอีกหน่อยยังนุ่มอยู่ ก็นะ..ไขมันเยอะซะขนาดนั้น



Japan



มาดูใกล้ๆเลย เนื้อย่างแล้วจะหดลงเล็กน้อย




Japan



กินๆๆๆๆ เนื้อมันนุ่มมมมม ละลายในปาก บอกได้เลยว่า เริดดดดดด







ได้ไวน์แดงมาแกล้ม...มันสุดยอดมากกก ไวน์อร่อยมาก ราคาน่ารักด้วย








ปิดท้ายด้วยขนมหวาน ให้มาพร้อมเซ็ท เป็นไอศครีมโมจิ(มั้ง) อ ร่ อ ย ม า ก ก ก ก ก ก









มื้อนี้แพงที่สุดในทริป ค่าเสียหายรวมสลัดและหมูที่สั่งมาเพราะมีเพื่อนคนนึงไม่ทานเนื้อเท่ากับ 23,888 เยน อะ ลังการงานสร้างมาก อิอิ แต่เราฟินกันทุกคนทั้งที่ได้กินและไม่ได้กิน ถือเป็นไฮไลท์อีกอย่างของทริปเราเลย อ้อ อีกอย่างที่ประทับใจร้านนี้คือห้องน้ำค่ะ ห้องน้ำเค้าเป็นระบบอัตโนมัติ ฟังดูไม่น่าตื่นเต้นอะไรใช่ไหมคะ ที่กรี้ดมากคือ ฝาโถส้มยกขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินเข้าห้องสุขาค่า แล้วใช้เสร็จปิดให้อัตโนมัติอีก อยากปรบมือดังๆให้ เพราะหนึ่งเป็นคนนึงที่ไม่ชอบเอามือจับฝาโถส้วมเลย ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชมเพราะการเอารูปโถสุขภัณฑ์มาไว้ในบล็อกรีวิวอาหารมันยัง ไงอยู่นา Smiley

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยก่อนจาก

- วัววะกิวมี 4 สายพันธุ์หลัก แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุดคือ วัวดำ

- เนื้อจากวัววะกิวจะมีชั้นไขมันแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อเป็นจำนวนมาก ไขมันเหล่านี้อุดมไปด้วย omega-3, omega-6 และมีปริมาณของกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวสูงมากกว่าเนื้อจากวัวทั่วไป พุดเป็นนัยๆว่า ถึงจะไขมันเยอะ แต่ก็เป็นไขมันมีประโยชน์นะจ้ะ

แต่....อย่า ลืมว่า อะไรก็ตามที่มากมายเกินความจำเป็นของร่างกายล้วนแต่เกิดโทษทั้งสิ้น กินแต่พอท้องอิ่ม หรือมากกว่านิดนึงก็ได้...ก้อเราไม่ได้กินกันบ่อยๆ จริงไหมคะ ^_^