อยู่ดีๆก็คิดถึงท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม น้ำทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มสุดใจกับสีสันเสื้อผ้าสดใสของชนเผ่าพื้นเมือง ณ ดินแดนไกลแสนไกล ....
ไม่ๆๆ ไม่ได้ฝันนะคะ เพราะไปเห็นด้วยตามาแล้ว และตรึงใจอยู่ในความทรงจำเรื่อยมา อิ้วววว
หนึ่งจะพาย้อนรอยความทรงจำ(ของตัวเอง)กลับไปหาทริปที่ประทับใจที่สุดของชีวิต
5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ทริปอเมริกาใต้ ทริปนี้เป็นทริปที่บ้าบิ่นที่สุดทริปหนึ่ง ชนิดที่เพื่อนๆถึงกับเหวอในความกล้าของนาง ไปทั้งหมด 3 ประเทศ เปรู ชิลี อาร์เจนตินา
ว่าแต่ กล้าอะไร บ้าบิ่นยังไง เดี๋ยวหนึ่งมาเล่าให้ฟังค่ะ วันนี้หนึ่งขอกระโดดปุ๊งมาที่นี่่เลย
+++++++++++++++++++++++++++
มิย 2009
ทะเลสาบติติกากา(Lake Titicaca) เมืองปูโน (Puno) ประเทศเปรู
ที่ ใดกันหนอ ชื่อไม่คุ้นหูเลยใช่ไหมคะ ทะเลสาบติติกากาทอดตัวอยู่ระหหว่างพรมแดนสองประเทศ เปรู/โบลิเวีย ถือเป็นพรมแดนธรรมชาติเหมือนแม่น้ำโขงกั้นไทยกับลาวนั่นเอง แต่ต่างกันที่ติติกากาเปนทะเลสาบคือไม่ไหลลงทะเลและอยู่สูงมากคือสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,812 เมตร! ตกใจไว้ก่อนว่าแต่สูงขนาดนี้มันขนาดไหนกันนะ เทียบกันง่ายๆกับยอดดอยอินทนนท์ที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยมีความสูงประมาณ 2,600 เมตร บวกลบคูณหารกันสรุปได้ว่าติติกากาสูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ประมาณ 1.5 เท่านั่นเอง สูงนะ เป็นไฮโซ ของจริงเลย
* ติติกากาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นแหล่งกำเนิดของชาวอินคา ตามตำนานเมื่อครั้งน้ำท่วมโลก พระเจ้าองค์สำคัญ นามมว่า Viracocha ได้ กำเนิดจากทะเลสาปแห่งนี้เพื่อสร้างโลก ทรงสร้างพระอาทิตย์ พระจันทร์ รวมทั้งชายหญิงคู่แรกของโลกด้วย ถือเป็นอดัมและอีฟภาคอินคา ชาวอินคาเชื่อว่าหลังจากตายแล้วดวงจิตจะกลับมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งถือเป็น ต้นกำเนิดของอินคา * ปัจจุบันเป็นทะเลสาบที่มีการเดินเรือที่อยู่สูงที่สุดในโลก และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ * ถ้าจะมาทะเลสาบแห่งนี้จากฝั่งเปรูนักท่องเที่ยวมักมาพักที่เมือง Puno ถ้าฝั่งโบลิเวียคือเมืองเมือง Copacabana * ในทะเลสาปมีเกาะต่างๆที่เป็นจุดท่องเที่ยว แต่งแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมคือ Uros Island หรือ Floating island (Islas Flotantes) |
มา ดูแผนผัง แผนที่กันซะหน่อย เรามาที่ทะเลสาบแห่งนี้ทางฝั่งเปรู พักที่ปูโนและไปเที่ยว 2 ที่ในทะเลสาบคือ Uros Islands และ Taquile Islands
credit ภาพจาก http://www.crystalinks.com/laketiticaca.html
เราเดินทางจากคุสโก (Cuzco) เมืองหลวงของเปรูด้วยระยะทางแบบอ้อมโลกมาเลยเพราะมีการประท้วงและปิดถนนเรา เลยเลี่ยงโดยการใช้เส้นทางอื่นที่ไกลหน่อยแต่สนุกดีค่ะเพราะก๊วนเราฮากัน ตลอด ออกเช้าถึงปูโนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว นานจนรู้สึกว่า....นี่เรามาถูกทางชิมิ เค้าไม่ได้พาพวกเราข้ามฝั่งชายแดนไปขายใช่มะ มโนไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายก็มาถึง เข้าพักโรงแรมมองเห็นทะเลสาบอยู่ไม่ไกล
ตื่นเช้ามาเก็บภาพนิดนึง
พาหนะพาเราไปทะเลสาบ แซ่บกันมาก เราไปเที่ยวกันสองที่คือ Uros Islands และ Taquile Islands บล็อกนี้จะพาไป Uros ก่อนนะคะ
ถึงท่าเรือแล้ว จัดการติดต่อเรือ ได้เรือแล้วก็กระโดดขึ้นเรือเลย พร้อม!!
ไปกันเลยค่าาา ทิ้งเมืองปูโนไว้เบื้องหลัง (ชั่วคราว)
นั่งเรือมาประมาณ 2 ชม เห็นเกาะต้นอ้อสีเหลืองอยู่รำไร...ใช่แล้วมาถึงแล้วเกาะอูรอส ว่าแต่เกาะนี้คืออะไร และมีอะไรน่าสนใจนะ
* Uros Islands หรือ Floating Islands (Islas Floatantes) แปลเป็นชื่อไทยเก๋ๆคือเกาะลอยนั่นเอง เป็น man made islands คือเกิดจากมนุษย์โดยทำจากฟางของพืชพวกต้นกกหรืออ้อที่เรียกว่า "โทโทรา(totora)"ที่ขึ้นแถวทะเลสาบนั่นเอง * เจ้าบ้านคือชาวอูรอส (Uros tribe) ชนเผ่าโบราณก่อนยุคอินคา * ขนาดของเกาะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของของชุมชนนั้น * ฟางต้นอ้อโทโทโทราในส่วนที่เป็นพื้นที่สัมผัสกับผิวน้ำจะเน่าเร็วมาก ชาวอูรอสต้องนำฟางต้นอ้อมาวางทับซ้อนๆกันอยู่เรื่อยๆเพื่อเสริมความแข็งแรง พื้นเกาะจะค่อนข้างยวบและเดินยากในบางจุด * ชาวอูรอสนำฟางโทโทรามาสร้างบ้าน เครื่องใช้ในบ้าน เรือ หอสังเกตการณ์ นอกจากนี้ต้นอ่อนของมันยังกินได้ด้วยนะจ้ะ สาระพัดประโยชน์จริงๆ ต้นอ่อนน่าจะเหมือนบอนบ้านเราเนอะ เอาไปแกงคงอร่อยอิอิ * หลังคาบ้านจากฟางต้นออกกันฝนแต่ไม่กันความชื้น * การก่อไฟทำอาหารเค้าจะทำบนแท่นหินหรือดินเผาเพื่อหลีกเลี่ยงไฟไหม้ * ในทะเลสาบติติกากามี floating islands อยู่กว่า 40 เกาะ หนึ่งเกาะก็คือ 1 ชุมชน * ชีวิตบนเกาะพูดได้เลยว่าลำบาก ทำให้มีชาวอูรอสบางส่วนอพยพไปอยู่บนพื้นดิน |
ถึงแว้ววว ขึ้นเกาะกันค่า ต่อไปภาพแสบตานิดนึงนะคะ เราไปช่วงมิถุนาซึ่งเป็นหน้าหนาวเค้า อากาศเย็นสบาย กลางวันสิบองศา C ต้นๆแต่อากาศแห้งมาก และแดดแรงทะลุทะลวงสุดๆ ตัวเกาะตั้งเด่นไม่มีต้นไม้ให้หลบแดดเลย ผิวไหม้โดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว
ตื่นเต้นๆจะได้เดินบนเกาะ คิดเอาไว้ก่อนว่าจะยวบกว่านี้ แต่พอเท้าสัมผัสจริงๆก็ไม่ยวบมากนะคะ ค่อนข้างมั่นคงเลยล่ะ อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักตัวไม่เยอะด้วย
บ้านเค้าเป็นแบบเรียบและง่ายๆ เป็นกระต๊อบอยู่ติดกัน ท่ามกลางฟ้าสีสดชาวอูรอสก็แต่งกายได้จัดจ้านมากบอกเลย! ถ้าแสบตามากก็ใส่แว่นตาได้นะคะ อิอิ
หอสังเกตการณ์ ในอดีตคงเป็นเหมือนหอเตือนภัย ปัจจุบันไม่มีการทำสงครามกันแล้วแต่เค้ายังสร้างไว้
จำไม่ได้แล้วว่าเราขึ้นเกาะอะไร พอขึ้นไปถึงก็มีเจ้าบ้านมาต้อนรับพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเผ่า อูรอสและการใช้ชีวิตบนเกาะลอยแห่งนี้ เค้าพาเข้าชมในบ้านด้วย บ้านเค้าจะมืดๆหน่อยเหมือนมีไว้นอนอย่างเดียว ทีวี ตู้เย็น พัดลม แอร์ และไวไฟ ไม่ต้องถามถึง ใช้ชีวิตกันแบบดั้งเดิมและพอเพียงของแท้เลย
เจ้าบ้านกำลังโม้ๆๆให้เราฟัง
สองสาวแต่ชุดของเผ่าสีสันแบบว่าเด้งมากกกก สังเกตว่าเค้าจะใส่หมวกป้องกันแสงแดดกันเพราะเค้าไม่มีต้นไม้ให้หลบและแดด ที่นี่แรงมากกก ขนาดมาหน้าหนาวยังเพียงนี้ หน้าร้อนไม่อยากจะคิดเลย บนเกาะจะเห็นกองต้นอ้อที่ชาวอูรอสเตรียมมาซ่อมแซมอยู่เป็นหย่อมๆ
การทำอาหารต้องทำบนแท่นหินหรือแท่นดินเผาเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้
ยานพาหนะของชาวอูรอส เรือจากฟางอ้อ สังเกตว่าหัวเรือจะเป็นหน้าสัตว์ต่างๆ ไม่ซ้ำด้วย
มารู้จักชาวอูรอสเพิ่มกันสักนิดนะคะ เพราะเค้าไม่ธรรมดานะ...จะเล่าให้ฟัง
| * ชาวอูรอสเป็นเผ่าพันธุ์โบราณที่อาศัยอยู่บริณนี้มายาวนานตั้งแต่ก่อนยุคอินคา * เดิมทีชาวอูรอสก็อยู่บนพื้นดินนี่แหละ แต่ถูกรุกรานจากชาวอินคาทำให้บรรพบุรุษโบกมือบ๊ายบายแผ่นดินมาอยู่บนเกาะที่ สร้างจากฟางอ้อที่มีประโยชน์ในเรื่องความสะดวกในการโยกย้ายหากถูกโจมตี * ชาวอูรอสมีความเชื่อว่าชนเผ่าของตัวเองอยู่มานานมากตั้งแต่ก่อนที่จะมีพระ อาทิตย์ ในยุคที่ทั้งโลกยังมืดมิด และเชื่อว่า อูรอสเลือดแท้จะมีเลือดสีดำและทนต่อกาศหนาวเย็นในยามที่โลกไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่จมน้ำและไม่โดนฟ้าผ่า แต่ชาวอูรอสได้สูญเสียความพิเศษนี้เพราะขัดคำสั่งของจักรวาลโดยไปแต่งงานกับ มนุษย์ ทำให้ชะตากรรมของเผ่าพันธุ์ต้องเร่ร่อน ไม่มีภาษาพูดของตัวเองและต้องไปอยู่กับเเผ่าพันธุ์อื่น * ในอดีต ชาวอินคาคิดว่าชาวอูรอสยากจนมาก จึงเก็บภาษีน้อยมากกด้วยอ้อย 1 ควั่นและข้าวสารเพียงเล็กน้อย * เลือดแท้ของอูรอสได้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 1959 ปัจจุบันชาวอูรอสเป็นเลือดผสมกับชนเผ่าอื่นๆในละแวกนั้น * ปัจจุบันชาวอูรอสยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมคล้ายกับบรรพบุรุษแม้จะเป็นเลือดผสม และดำรงชีวิตด้วยการหาปลา ล่าสัตว์แถวนั้นเพื่อไปขายที่แผ่นดิน และแน่นอนที่สุดรายได้หลักคือ การท่องเที่ยวและการขายของที่ระลึก |
ราย ได้หลักของเค้า ผ้าถักทอที่ทำมือร้อยเปอร์เซนต์ เค้าก็พยายามนำเสนอผลงานเค้าสุดฤทธิ์ ไม่อยากบอกว่าหนึ่งก็สอยมาผืนนึง แบบว่าแพ้งานทำมือ เห็นเป็นไม่ได้ ราคาไม่เบาเลยนะคะ และรับเป็น USD เสียด้วย
คุณพี่สาวนั่งยิ้มนับเงินเข้ากระเป๋า
ต่อไปนี้เป็นชาวอูรอสภาคพิสดาร ขอเตือนว่าจิตไม่แข็งอาจเกิดอันตรายได้ อิอิ
เหตุ เพราะหนึ่งอยากลองใส่ชุดเค้าเพราะว่าสีสันมันโดนมากเลยขอเค้าใส่ดื้อๆเลย เดิมก็ใส่คนเดียว ตอนหลังเพื่อนร่วมทริปบ้าจี้ใส่ตาม เป็นอะไรที่สนุกสนานมากๆ เสื้อผ้าเค้าเห็นแบบนี้หนักและอุ่นมากเพราะทำจากหนังสัตว์/ขนสัตว์ การแต่งตัวของผู้หญิงคือใส่กระโปรงยาวแต่ไม่กรอมเท้าเพื่อสะดวกในการเดิน เสื้อคล้ายแจ๊กเก็ตและสวมหมวก หมวกของหญิงโสดและแต่งงานแล้วจะต่างกันด้วยนะคะ
ยินดีต้อนรับสู่ Uros Island!
เดี๊ยนรักทุกโคนนน แต่รักเด็กเป็นพิเศษฮ้าาา
ขอแนะนำรูมเมทของทริปนี้ พี่แกน่ารักมากกก ฮามากกก ให้ทำอะไรก็ทำ สนุกกันมาก หัวเราะกันกระจาย ในรูปทำอะไรไม่รู้แต่มีคนมายืนถ่ายรูปเต็มเลย คงไม่เคยเห็นของแปลก มีหมุนตัวด้วยนะเออ แต่อายไม่กล้าเอาลง อิอิ
ขอกระแซะหนุ่มอูรอสนิดนึง หนุ่ม dark and handsome ของก็นะ แดดขนาดนี้ uv มาแบบ 100% เลยไม่แปลกที่สีผิวเค้าจะคล้ำออกไปทางเกรียม เดาว่าครีมกันแดดคงยังไม่ไปเปิดตลาดแถวนี้
กับสมาชิกของทริปนี้ ไปที่ไหนฮาที่นั่น แต่มาเกาะนี้ฮาเป็นพิเศษ จนเจ้าบ้านออกปากชมที่นอกจากจะมาเที่ยวแล้ว ยังมาสร้างความบันเทิงให้เค้าด้วย
แล้วกลับมาเที่ยวใหม่นะค้าาาา บ๊ายบาย
เรือของที่ระลึกที่เพื่อนในทริปซื้อกันมา แต่หนึ่งได้ผ้าทอมือไปแล้ว
ลาเกาะอูรอสมาด้วยความประทับใจ บล็อกหน้าของเปรูจะพาไปนั่งทานอาหารริมทะเลที่ Taquile Islands ค่า




















No comments:
Post a Comment