Saturday, May 16, 2015

Lake Titicaca; deepest, largest, highest..ทะเลสาบติติกากา ตอนเกาะลอยอูรอส



อยู่ดีๆก็คิดถึงท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม น้ำทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มสุดใจกับสีสันเสื้อผ้าสดใสของชนเผ่าพื้นเมือง ณ ดินแดนไกลแสนไกล .... 
ไม่ๆๆ ไม่ได้ฝันนะคะ เพราะไปเห็นด้วยตามาแล้ว และตรึงใจอยู่ในความทรงจำเรื่อยมา อิ้วววว

หนึ่งจะพาย้อนรอยความทรงจำ(ของตัวเอง)กลับไปหาทริปที่ประทับใจที่สุดของชีวิต
5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ทริปอเมริกาใต้ ทริปนี้เป็นทริปที่บ้าบิ่นที่สุดทริปหนึ่ง ชนิดที่เพื่อนๆถึงกับเหวอในความกล้าของนาง ไปทั้งหมด 3 ประเทศ เปรู ชิลี อาร์เจนตินา

ว่าแต่ กล้าอะไร บ้าบิ่นยังไง เดี๋ยวหนึ่งมาเล่าให้ฟังค่ะ วันนี้หนึ่งขอกระโดดปุ๊งมาที่นี่่เลย

+++++++++++++++++++++++++++

มิย 2009

ทะเลสาบติติกากา(Lake Titicaca) เมืองปูโน (Puno) ประเทศเปรู


ที่ ใดกันหนอ ชื่อไม่คุ้นหูเลยใช่ไหมคะ ทะเลสาบติติกากาทอดตัวอยู่ระหหว่างพรมแดนสองประเทศ เปรู/โบลิเวีย ถือเป็นพรมแดนธรรมชาติเหมือนแม่น้ำโขงกั้นไทยกับลาวนั่นเอง แต่ต่างกันที่ติติกากาเปนทะเลสาบคือไม่ไหลลงทะเลและอยู่สูงมากคือสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,812 เมตร! ตกใจไว้ก่อนว่าแต่สูงขนาดนี้มันขนาดไหนกันนะ เทียบกันง่ายๆกับยอดดอยอินทนนท์ที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยมีความสูงประมาณ 2,600 เมตร บวกลบคูณหารกันสรุปได้ว่าติติกากาสูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ประมาณ 1.5 เท่านั่นเอง สูงนะ เป็นไฮโซ ของจริงเลยSmiley




* ติติกากาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นแหล่งกำเนิดของชาวอินคา ตามตำนานเมื่อครั้งน้ำท่วมโลก พระเจ้าองค์สำคัญ นามมว่า Viracocha ได้ กำเนิดจากทะเลสาปแห่งนี้เพื่อสร้างโลก ทรงสร้างพระอาทิตย์ พระจันทร์ รวมทั้งชายหญิงคู่แรกของโลกด้วย ถือเป็นอดัมและอีฟภาคอินคา ชาวอินคาเชื่อว่าหลังจากตายแล้วดวงจิตจะกลับมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งถือเป็น ต้นกำเนิดของอินคา

* ปัจจุบันเป็นทะเลสาบที่มีการเดินเรือที่อยู่สูงที่สุดในโลก และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้

* ถ้าจะมาทะเลสาบแห่งนี้จากฝั่งเปรูนักท่องเที่ยวมักมาพักที่เมือง Puno ถ้าฝั่งโบลิเวียคือเมืองเมือง Copacabana

* ในทะเลสาปมีเกาะต่างๆที่เป็นจุดท่องเที่ยว แต่งแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมคือ Uros Island หรือ Floating island (Islas Flotantes)


มา ดูแผนผัง แผนที่กันซะหน่อย เรามาที่ทะเลสาบแห่งนี้ทางฝั่งเปรู พักที่ปูโนและไปเที่ยว 2 ที่ในทะเลสาบคือ Uros Islands และ Taquile Islands



credit ภาพจาก http://www.crystalinks.com/laketiticaca.html


เราเดินทางจากคุสโก (Cuzco) เมืองหลวงของเปรูด้วยระยะทางแบบอ้อมโลกมาเลยเพราะมีการประท้วงและปิดถนนเรา เลยเลี่ยงโดยการใช้เส้นทางอื่นที่ไกลหน่อยแต่สนุกดีค่ะเพราะก๊วนเราฮากัน ตลอด ออกเช้าถึงปูโนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว นานจนรู้สึกว่า....นี่เรามาถูกทางชิมิ เค้าไม่ได้พาพวกเราข้ามฝั่งชายแดนไปขายใช่มะ มโนไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายก็มาถึง เข้าพักโรงแรมมองเห็นทะเลสาบอยู่ไม่ไกล

ตื่นเช้ามาเก็บภาพนิดนึง 



Peru


พาหนะพาเราไปทะเลสาบ แซ่บกันมาก เราไปเที่ยวกันสองที่คือ Uros Islands และ Taquile Islands บล็อกนี้จะพาไป Uros ก่อนนะคะ
 

Peru


ถึงท่าเรือแล้ว จัดการติดต่อเรือ ได้เรือแล้วก็กระโดดขึ้นเรือเลย พร้อม!!

Peru

ไปกันเลยค่าาา ทิ้งเมืองปูโนไว้เบื้องหลัง (ชั่วคราว)


Peru

 

นั่งเรือมาประมาณ 2 ชม เห็นเกาะต้นอ้อสีเหลืองอยู่รำไร...ใช่แล้วมาถึงแล้วเกาะอูรอส ว่าแต่เกาะนี้คืออะไร และมีอะไรน่าสนใจนะ


* Uros Islands หรือ Floating Islands (Islas  Floatantes) แปลเป็นชื่อไทยเก๋ๆคือเกาะลอยนั่นเอง เป็น man made islands คือเกิดจากมนุษย์โดยทำจากฟางของพืชพวกต้นกกหรืออ้อที่เรียกว่า "โทโทรา(totora)"ที่ขึ้นแถวทะเลสาบนั่นเอง

* เจ้าบ้านคือชาวอูรอส (Uros tribe) ชนเผ่าโบราณก่อนยุคอินคา

* ขนาดของเกาะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของของชุมชนนั้น

* ฟางต้นอ้อโทโทโทราในส่วนที่เป็นพื้นที่สัมผัสกับผิวน้ำจะเน่าเร็วมาก ชาวอูรอสต้องนำฟางต้นอ้อมาวางทับซ้อนๆกันอยู่เรื่อยๆเพื่อเสริมความแข็งแรง พื้นเกาะจะค่อนข้างยวบและเดินยากในบางจุด

* ชาวอูรอสนำฟางโทโทรามาสร้างบ้าน เครื่องใช้ในบ้าน เรือ หอสังเกตการณ์ นอกจากนี้ต้นอ่อนของมันยังกินได้ด้วยนะจ้ะ สาระพัดประโยชน์จริงๆ ต้นอ่อนน่าจะเหมือนบอนบ้านเราเนอะ เอาไปแกงคงอร่อยอิอิ

* หลังคาบ้านจากฟางต้นออกกันฝนแต่ไม่กันความชื้น

* การก่อไฟทำอาหารเค้าจะทำบนแท่นหินหรือดินเผาเพื่อหลีกเลี่ยงไฟไหม้

* ในทะเลสาบติติกากามี floating islands อยู่กว่า 40 เกาะ หนึ่งเกาะก็คือ 1 ชุมชน

* ชีวิตบนเกาะพูดได้เลยว่าลำบาก ทำให้มีชาวอูรอสบางส่วนอพยพไปอยู่บนพื้นดิน


Peru

ถึงแว้ววว ขึ้นเกาะกันค่า ต่อไปภาพแสบตานิดนึงนะคะ เราไปช่วงมิถุนาซึ่งเป็นหน้าหนาวเค้า อากาศเย็นสบาย กลางวันสิบองศา C ต้นๆแต่อากาศแห้งมาก และแดดแรงทะลุทะลวงสุดๆ ตัวเกาะตั้งเด่นไม่มีต้นไม้ให้หลบแดดเลย ผิวไหม้โดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว

Peru


ตื่นเต้นๆจะได้เดินบนเกาะ คิดเอาไว้ก่อนว่าจะยวบกว่านี้ แต่พอเท้าสัมผัสจริงๆก็ไม่ยวบมากนะคะ ค่อนข้างมั่นคงเลยล่ะ อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักตัวไม่เยอะด้วย
บ้านเค้าเป็นแบบเรียบและง่ายๆ เป็นกระต๊อบอยู่ติดกัน ท่ามกลางฟ้าสีสดชาวอูรอสก็แต่งกายได้จัดจ้านมากบอกเลย! ถ้าแสบตามากก็ใส่แว่นตาได้นะคะ อิอิ

หอสังเกตการณ์ ในอดีตคงเป็นเหมือนหอเตือนภัย ปัจจุบันไม่มีการทำสงครามกันแล้วแต่เค้ายังสร้างไว้
 

Peru


จำไม่ได้แล้วว่าเราขึ้นเกาะอะไร พอขึ้นไปถึงก็มีเจ้าบ้านมาต้อนรับพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเผ่า อูรอสและการใช้ชีวิตบนเกาะลอยแห่งนี้ เค้าพาเข้าชมในบ้านด้วย บ้านเค้าจะมืดๆหน่อยเหมือนมีไว้นอนอย่างเดียว ทีวี ตู้เย็น พัดลม แอร์ และไวไฟ ไม่ต้องถามถึง ใช้ชีวิตกันแบบดั้งเดิมและพอเพียงของแท้เลย


เจ้าบ้านกำลังโม้ๆๆให้เราฟัง


Peru



สองสาวแต่ชุดของเผ่าสีสันแบบว่าเด้งมากกกก สังเกตว่าเค้าจะใส่หมวกป้องกันแสงแดดกันเพราะเค้าไม่มีต้นไม้ให้หลบและแดด ที่นี่แรงมากกก ขนาดมาหน้าหนาวยังเพียงนี้ หน้าร้อนไม่อยากจะคิดเลย บนเกาะจะเห็นกองต้นอ้อที่ชาวอูรอสเตรียมมาซ่อมแซมอยู่เป็นหย่อมๆ



Peru


การทำอาหารต้องทำบนแท่นหินหรือแท่นดินเผาเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้

Peru

 

ยานพาหนะของชาวอูรอส เรือจากฟางอ้อ สังเกตว่าหัวเรือจะเป็นหน้าสัตว์ต่างๆ ไม่ซ้ำด้วย 

Peru


มารู้จักชาวอูรอสเพิ่มกันสักนิดนะคะ เพราะเค้าไม่ธรรมดานะ...จะเล่าให้ฟัง

* ชาวอูรอสเป็นเผ่าพันธุ์โบราณที่อาศัยอยู่บริณนี้มายาวนานตั้งแต่ก่อนยุคอินคา

* เดิมทีชาวอูรอสก็อยู่บนพื้นดินนี่แหละ แต่ถูกรุกรานจากชาวอินคาทำให้บรรพบุรุษโบกมือบ๊ายบายแผ่นดินมาอยู่บนเกาะที่ สร้างจากฟางอ้อที่มีประโยชน์ในเรื่องความสะดวกในการโยกย้ายหากถูกโจมตี

* ชาวอูรอสมีความเชื่อว่าชนเผ่าของตัวเองอยู่มานานมากตั้งแต่ก่อนที่จะมีพระ อาทิตย์ ในยุคที่ทั้งโลกยังมืดมิด และเชื่อว่า อูรอสเลือดแท้จะมีเลือดสีดำและทนต่อกาศหนาวเย็นในยามที่โลกไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่จมน้ำและไม่โดนฟ้าผ่า แต่ชาวอูรอสได้สูญเสียความพิเศษนี้เพราะขัดคำสั่งของจักรวาลโดยไปแต่งงานกับ มนุษย์ ทำให้ชะตากรรมของเผ่าพันธุ์ต้องเร่ร่อน ไม่มีภาษาพูดของตัวเองและต้องไปอยู่กับเเผ่าพันธุ์อื่น

* ในอดีต ชาวอินคาคิดว่าชาวอูรอสยากจนมาก จึงเก็บภาษีน้อยมากกด้วยอ้อย 1 ควั่นและข้าวสารเพียงเล็กน้อย

* เลือดแท้ของอูรอสได้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 1959 ปัจจุบันชาวอูรอสเป็นเลือดผสมกับชนเผ่าอื่นๆในละแวกนั้น

* ปัจจุบันชาวอูรอสยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมคล้ายกับบรรพบุรุษแม้จะเป็นเลือดผสม และดำรงชีวิตด้วยการหาปลา ล่าสัตว์แถวนั้นเพื่อไปขายที่แผ่นดิน และแน่นอนที่สุดรายได้หลักคือ การท่องเที่ยวและการขายของที่ระลึก


ราย ได้หลักของเค้า ผ้าถักทอที่ทำมือร้อยเปอร์เซนต์ เค้าก็พยายามนำเสนอผลงานเค้าสุดฤทธิ์ ไม่อยากบอกว่าหนึ่งก็สอยมาผืนนึง แบบว่าแพ้งานทำมือ เห็นเป็นไม่ได้ ราคาไม่เบาเลยนะคะ และรับเป็น USD เสียด้วย

คุณพี่สาวนั่งยิ้มนับเงินเข้ากระเป๋า


Peru


ต่อไปนี้เป็นชาวอูรอสภาคพิสดาร ขอเตือนว่าจิตไม่แข็งอาจเกิดอันตรายได้ อิอิ

เหตุ เพราะหนึ่งอยากลองใส่ชุดเค้าเพราะว่าสีสันมันโดนมากเลยขอเค้าใส่ดื้อๆเลย เดิมก็ใส่คนเดียว ตอนหลังเพื่อนร่วมทริปบ้าจี้ใส่ตาม เป็นอะไรที่สนุกสนานมากๆ เสื้อผ้าเค้าเห็นแบบนี้หนักและอุ่นมากเพราะทำจากหนังสัตว์/ขนสัตว์ การแต่งตัวของผู้หญิงคือใส่กระโปรงยาวแต่ไม่กรอมเท้าเพื่อสะดวกในการเดิน เสื้อคล้ายแจ๊กเก็ตและสวมหมวก หมวกของหญิงโสดและแต่งงานแล้วจะต่างกันด้วยนะคะ


ยินดีต้อนรับสู่ Uros Island!


Peru


เดี๊ยนรักทุกโคนนน แต่รักเด็กเป็นพิเศษฮ้าาา


Peru



ขอแนะนำรูมเมทของทริปนี้ พี่แกน่ารักมากกก ฮามากกก ให้ทำอะไรก็ทำ สนุกกันมาก หัวเราะกันกระจาย ในรูปทำอะไรไม่รู้แต่มีคนมายืนถ่ายรูปเต็มเลย คงไม่เคยเห็นของแปลก มีหมุนตัวด้วยนะเออ แต่อายไม่กล้าเอาลง อิอิ

Peru


ขอกระแซะหนุ่มอูรอสนิดนึง หนุ่ม dark and handsome ของก็นะ แดดขนาดนี้ uv มาแบบ 100% เลยไม่แปลกที่สีผิวเค้าจะคล้ำออกไปทางเกรียม เดาว่าครีมกันแดดคงยังไม่ไปเปิดตลาดแถวนี้ 




Peru

กับสมาชิกของทริปนี้ ไปที่ไหนฮาที่นั่น แต่มาเกาะนี้ฮาเป็นพิเศษ จนเจ้าบ้านออกปากชมที่นอกจากจะมาเที่ยวแล้ว ยังมาสร้างความบันเทิงให้เค้าด้วย 



Peru

แล้วกลับมาเที่ยวใหม่นะค้าาาา บ๊ายบาย

Peru

 

เรือของที่ระลึกที่เพื่อนในทริปซื้อกันมา แต่หนึ่งได้ผ้าทอมือไปแล้ว





ลาเกาะอูรอสมาด้วยความประทับใจ บล็อกหน้าของเปรูจะพาไปนั่งทานอาหารริมทะเลที่ Taquile Islands ค่า

   


 

   

No comments:

Post a Comment